อันที่จริงเรื่องกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็เป็นประเด็นฮิตในหมู่นักเรียนนักศึกษาอยู่แล้ว พอมีข่าวที่ทาง กยศ. ประกาศกฎเกณฑ์การให้กู้ยืมใหม่ เรื่องยิ่งเผ็ดร้อนมากขึ้นเมื่อมีทั้งกระแสที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยร่อนอยู่ตามโลกโซเชียล ส่วนใหญ่จะดีใจปนสะใจว่า กยศ. เอาจริงสักที เพราะหนี้จะกองเท่าภูเขาอยู่แล้ว ในขณะที่บางส่วนตั้งคำถามว่า วิธีนี้ดูกดขี่หรือละเมิดสิทธิ์ไปไหม? ก่อนจะไปเจาะดราม่า เรามาทำความเข้าใจเรื่องทุนที่ว่านี้กันก่อน

 

กยศ. คืออะไร?

     

         ทุน กยศ. เป็นกองทุนที่รัฐให้นักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมไปจ่ายค่าเทอมและค่าครองชีพจนจบปริญญาตรี โดยผู้กู้ต้องมีรายได้ครอบครัวไม่ถึง 200,000 บาท และมีเกรดเฉลี่ย 1.00 ขึ้นไป (ส่วนรายใหม่ที่เพิ่งจะทำเรื่องกู้ครั้งแรกในปี 60 หรือรายเก่าที่กำลังจะขึ้นมหา’ลัยนั้น ไม่กำหนดเกรดขั้นต่ำ)

         วิธีการคือให้เข้าระบบ e-Studentloan เพื่อลงทะเบียนรับรหัสผ่าน ยื่นคำขอ รอสัมภาษณ์และคัดเลือก พออนุมัติแล้วก็ให้เปิดบัญชีธนาคาร แล้วทำสัญญากู้เงิน เป็นอันเสร็จสิ้น ฟังเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะส่วนที่ผู้กู้พร้อมใจกันบอกว่ายาก คือการต้องวิ่งหาผู้ค้ำประกันที่เป็นข้าราชการระดับ C5 ขึ้นไป ส่วนผู้ค้ำต้องวัดดวงว่าคนที่ตนค้ำประกันให้จะไปชักดาบกับทาง กยศ. จนตัวเองเดือดร้อนหรือไม่ 

 

         พอผ่านด่านทั้งหมดแล้ว กยศ. เปรียบเสมือนผู้ปกครองส่งเงินเข้าบัญชีให้นักเรียนนักศึกษาเรียนจนจบ และหลังจากนั้น 2 ปี ผู้ที่กู้จะต้องเอาเงินมาคืนให้ทาง กยศ. โดยเขาจะกำหนดเงินขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในแต่ละปี และเราเลือกได้ว่าจะจ่ายเป็นรายเดือนแยก 12 ครั้ง หรือรายปีก้อนเดียวจบก่อนวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี (ถ้าเกิน จะโดนเบี้ยปรับ) เช่น กยศ. กำหนดให้จ่าย 10,000 บาทต่อปี แต่คุณอยากจ่ายรายเดือน คุณจะทยอยคืนแต่ละเดือนเท่าไรก็ได้ แต่รวมกันทั้งปีต้องได้ 10,000 บาทขึ้นไป

 

         ตัวอย่างการคิดดอกเบี้ย เช่น เรียนจบ เลิกกู้ในปี 2560 ช่วงเวลาปลอดหนี้ที่สามารถจ่ายได้โดยไม่เสียดอกเบี้ยคือ 2560-2562 หลังจากนั้นจะคิดดอกเบี้ย 1% ต่อปีคิดจากเงินต้น เช่น ยืมมาทั้งหมด 100,000 บาท จะถูกคิดดอกเบี้ย 1,000 บาทต่อปี ดังนั้น สมมติปีแรกกำหนดให้จ่าย 10,000 บาท ยอดที่ต้องชำระคือ 10,000 + ดอกเบี้ย 1,000 บาท = 11,000 บาท หลังจากนั้นยอดหนี้จะเหลือ 90,000 บาท ดอกเบี้ยปีต่อไปจะเหลือเพียง 900 บาท ลดลงตามจำนวนเงินต้นที่เหลือ

 

         สำหรับจำนวนเงินต้นที่กำหนดให้ชำระจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ถ้าจ่ายตรงเวลาอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เพิ่ม ยกเว้นเกินกำหนดจากวันที่ 5 ก.ค. และถ้าดองไว้จ่ายไม่ครบใน 15 ปีเบี้ยปรับก็จะพุ่งแบบสมาชิกเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่ง

” ผมจ่าย 2 ปีแรก หลังจากนั้นขาดส่ง 13 ปีเพราะความไม่ใส่ใจ

ครบ 15 ปียอดหนี้ + ดอกเบี้ย + เบี้ยปรับ บานเบอะเลย

ฝ่ายกฎหมายก็จะขู่ฟ้องอย่างเดียว ผมเลยโทรไปคุย

โชคดีเจอโปรโมชั่นปิดบัญชี ลดเบี้ยปรับให้ 100% (ก่อนปลายปี 59)

ผมเลยตัดสินใจปิดหนี้เลยครับ ได้ลดไปเกือบแสน”

 

 

“ญาติที่รู้จักโดนไปแล้ว 10 ปีไม่เคยจ่ายคืนเลย

สุดท้ายต้องขึ้นศาล เสียค่าทนายเสียค่าปรับอีก

หนี้จริงๆ แค่ 5 หมื่น แต่โดนไปเกือบ 2 แสน”

 

 

ดราม่าเกิด เมื่อมีคนชิ่งไม่ยอมจ่าย

         ถ้าลูกหนี้เรียนจบได้งานทำแล้วเอาเงินมาคืน เรื่องคงจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่!! ประเด็นคือมีคนหักหลัง กยศ. (และผู้ค้ำประกันของตัวเอง) ด้วยการไม่จ่ายถึง 1.9 ล้านราย! หรือประมาณ 80% ของจำนวนลูกหนี้ทั้งหมด เป็น 90,000 ล้านบาท ผลคือกองทุนขาดสภาพคล่อง เพราะรุ่นเก่าไม่จ่าย แต่รุ่นใหม่ก็ต้องการเงินเรียน ซึ่งรุ่นใหม่ก็ซวยหน่อยตรงบางคนกู้ไม่ผ่าน รวมทั้งเงินที่ได้เป็นค่าขนมก็ลดน้อยลงจากรุ่นสู่รุ่น อย่างรุ่นแรกๆ ได้ 5,000 บาท แต่ถัดไปจากนั้น 5 ปี ลดเหลือแค่ 2,500 บาท และประมาณสองปีก่อน ลดเหลือ 2,200 บาท เล่นเอาบริหารค่ารถ ค่าหอ ค่าหนังสือกันไม่ทันเลยทีเดียว

         

         ส่วนภาระ กยศ. ก็ไม่จบแค่นั้น เพราะต้องจัดงบมหาศาลเพื่อจ้างบริษัทเอกชนช่วยทวงหนี้อีกด้วย!!

 

         แล้วเหตุผลของลูกหนี้ทั้งหลายที่ดูนิ่งนอนใจไม่จ่ายให้สบายตัวสักที…คืออะไร?

 

 

         หากอิงจากข่าวเดลินิวส์เมื่ออังคารที่ 11 เมษายน 2560 ที่รายงานผลสำรวจของสภาการศึกษา (สกศ.) จะพบเรื่องรายได้ไม่เพียงพอจะเจียดมาจ่ายหนี้ และอีกส่วนเข้าใจว่าไม่ต้องจ่ายคืนก็ได้ เพราะรุ่นพี่ปลูกฝังต่อกันมา เรียกได้ว่านี่คือการสืบสานวัฒนธรรมการชักดาบ กยศ. กันรุ่นสู่รุ่น (เป็นความคิดที่อันตรายมากกก)

“สมัยก่อน มีคนปล่อยข่าวว่าเงินนี้เป็นเงินแจกฟรี

พวกลูกคนมีเงิน ลูกข้าราชการ กู้กันเต็มเลย”

“ประสบการณ์ของผมคือ ไม่จ่ายเงิน กยศ และบัตรเงินสดอีกสองธนาคาร

ผลคือตอนนี้ไม่มีงานทำมาแล้ว 4 ปี ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรเลย

สงสัยว่าศาลจะฟ้องอะไรผมได้บ้าง และกี่ปีถึงจะพ้นคดี

ที่ผมไม่จ่ายเพราะผมคิดว่าในไทยก็มีคนโกงเยอะ คนใหญ่คนโตก็โกงทั้งนั้น     

   

“ตัวผมไม่ได้พักอาศัยตามที่อยู่ที่แจ้งตอนกู้มานานแล้ว 

เลยไม่รู้เรื่องเลยถ้ามีจดหมายมาแจ้งเตือน

และที่สำคัญตัวเองก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ด้วยว่ากู้เงินเพื่อการศึกษามา”

 

“เคยเห็นบางคน ตอนเงิน กยศ. ไม่ออก โวยวายไว่าเดือนร้อนไม่มีเงินใช้ 

พอได้งานทำ  ก็เลือกที่จะไปเที่ยว ซื้อรถ เปลี่ยนมือถือ  

(บางคนไม่ได้ซื้อตามความจำเป็น แต่เพราะแฟชั่น)  สุดท้ายก็ไม่จ่ายอีกตามเคย

มีรุ่นน้องหลายๆ คน ที่รู้จัก เค้าก็ได้งานทำดีๆ นะครับ

แต่บางคนพอตัวเองเริ่มสบายแล้ว  ก็ลืมความลำบากสมัยที่ตัวเองต้องกู้เรียน”

 

“มีคนรู้จักหลายคนเลยที่ไม่จ่ายหนี้ กยศ.

เคยได้ยินเค้าว่า ไม่ต้องจ่าย ใครๆ เค้าก็ไม่จ่ายกัน เรานี่อึ้งเลย”

 

“แถวบ้านมีนักศึกษากู้ กยศ แม่ของน้องคนนั้นบอกลูกว่าไม่ต้องจ่ายคืน

หน่วยงานที่ให้กู้ไม่มีน้ำยา ทำอะไรไม่ได้ ลูกก็เชื่อ

ต่อมา ลูกอีกคนกู้มั่ง ไม่ผ่านด้วยเหตุใดไม่รู้ แม่ด่าร้ฐซะยับว่าสองมาตรฐาน”

 

“สิบกว่าปีก่อนมีคนรู้จักให้ลูกกู้ กยศ

เค้าบอกเลยว่าไม่ต้องจ่ายคืนหรอก เงินรัฐบาลไม่เป็นไร 

เค้าทวงก็แค่บอกไปว่า ไม่มีรายได้พอจ่าย…”

 

         ลองคิดดูว่าแค่โดนลูกหนี้เบี้ยวคนเดียวก็แย่แล้ว ถ้าเกิดมีลูกหนี้เป็นล้านพร้อมใจชักดาบด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา ทางเจ้าหนี้ก็ไม่น่าจะจิบกาแฟอารมณ์ดีอยู่ได้ ดังนั้นทาง กยศ. จึงจำเป็นต้องออกมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาด ซึ่งเคราะห์กรรมก็ตกมายังเด็กรุ่นหลังที่ยืมยากขึ้น แถมดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นบานตะไท มาพร้อมการทวงหนี้รูปแบบใหม่ที่ไม่อ่อนข้อเหมือนอย่างเคย

 

 

สรุปดราม่า “กยศ.” พร้อมไขข้อข้องใจ…กู้แล้วไม่คืน จะเจออะไรบ้าง?

https://www.dek-d.com/education/46483/