จากซีอีโอ…สู่เส้นถนนภูมิใจไทย “แบงก์” จิตรภณ ทิพย์โภคาสกุล

0
35

“การเลือกตั้งปี 62 ภายใต้สถานการณ์ใหม่ที่คนในบ้านเมืองต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง…จึงทำให้คนรุ่นใหม่อาสาเข้าสู่เส้นทางสายการเมืองมากขึ้น หนึ่งในคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองคือ “แบงก์” นายจิตรภณ ทิพย์โภคาสกุล ซีอีโอหนุ่มจากบริษัทด้านสื่อดิจิตอล ที่ผันตัวเองมาเป็นคนภูมิใจไทย พร้อมลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่บางแค กรุงเทพฯ หวังแก้ปัญหาต่างๆ ให้คนในพื้นที่ และขับเคลื่อนนโยบายพรรคสีน้ำเงินเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ภายใต้สโลแกนพรรค “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”

นายจิตรภณ ทิพย์โภคาสกุล
ซีอีโอหนุ่มจากบริษัทด้านสื่อดิจิตอล
ว่าที่ผุ้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พรรคภูมิใจไทย

ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานร่วมกับพรรคการเมืองพรรคขนาดใหญ่มาก่อน แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ของตัวเองและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย มีการผสมผสานกับเรื่องระบบพรรคและทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ไม่มีวาทะทางการเมืองสร้างความแตกแยก เป็นพรรคสายกลาง และไม่ขัดแย้งกับใคร พร้อมนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องเป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อผมได้สัมผัสและพูดคุยถึงทิศทางกับผู้ใหญ่ในพรรคแล้ว จึงตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย

“ผมมีความชอบและสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เติบโตและใช้ชีวิตในเขตบางแค กรุงเทพฯ เห็นว่าระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาค่อนข้างช้ามาก และผมคิดว่าเราติดตามงานการเมืองมานานแล้วมองเห็นความวุ่นวายของนักการเมืองที่ทำให้ประเทศถดถอย โอกาสของประชาชนก็ค่อนข้างน้อยลงทุกที แต่จะเปิดโอกาสให้กับบริษัทขนาดใหญ่และต่างชาติมากกว่า ประชาชนคนไทยระดับรากหญ้ามีปัญหาด้านการประกอบอาชีพก็เยอะ ผมจึงจะลองใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามาเข้ามาเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงในเขตพื้นที่ของตัวเองก่อนก็ได้”

“ส่วนระดับชาตินั้นเข้าใจว่าเรื่องการแสดงความคิดเห็นก็เป็นสิ่งที่เราพึงทำได้ในพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคก็มีนโยบายค่อนข้างทันสมัย และจะลบภาพพรรคเป็นของคนต่างจังหวัด วันนี้เราคิดว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคของคนไทยทั้งประเทศแล้ว เรามีนโยบายสำหรับคนเมือง สำหรับชาวบ้าน และรวมถึงเยาวชน มองว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้พวกเขาได้”

“คนรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย” กล่าวต่อว่า ผมมาจากสายบริหารธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอล จึงเข้าใจเทคโนโลยีว่ามันมาเร็ว แต่การจะดูแลคนที่อยู่ในอาชีพต่างๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายด้วย และพรรคภูมิใจไทยก็เน้นการนำเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเข้ามาใช้ และทุกระดับได้เข้าถึง จึงเป็นความท้าทายที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง

ทั้งนี้ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นเรื่องการเศรษฐกิจแบ่งปัน นำเทคโนโลยีมาปรับเพื่อการใช้งานของหลายๆ อาชีพ รวมถึงเรื่องสวัสดิการสุขภาพที่เราจะปฏิรูป อสส.ให้มีเงินเดือน 2,500-10,000 บาท เราจะทำให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นผ่านรูปแบบการใช้เทคโนโลยี เราคิดว่าการแก้ปัญหาเร่งด่วนเชิงนโยบายปรับปรุงบุคลากรนั้นต้องใช้เวลานาน จะพยายามขยายองค์ความรู้ของบุคลากรไปสู่ อสม. สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพเบื้องต้นให้ประชาชนที่เข้าไม่ถึงบริการเหล่านี้ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจจะพัฒนา 5G ซึ่งมันจะเปลี่ยนคำตอบในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศไทย และทำให้คนไทยเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม

“ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นดูแลปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก เราไม่ได้คิดจะเลือกข้าง เราไม่ได้ยึดถือเรื่องเกณฑ์การเมืองเป็นหลัก เพียงเราคิดว่าการจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และการเปิดโอกาสให้นักการเมืองใหม่ๆ รวมถึงนักการเมืองที่อยู่ในพรรคแสดงความคิดเห็น กำหนดแนวความคิด นโยบายที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตัวเองเป็นเรื่องดี

“ส่วนนโยบายพรรคเราก็จะนำมาร่วมประยุกต์ อีกทั้งนายอนุทินมีความชัดเจนเรื่องของผู้สมัคร ซึ่งผู้สมัครของภูมิใจไทยที่จะส่งจะต้องเป็นคนที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อขอแบ่งคะแนนให้ใคร แต่คนที่ส่งเพราะต้องการให้ได้เป็นผู้แทนในเขตนั้นจริงๆ”

“จิตรภณ” กล่าว และว่า สถานการณ์ขณะนี้ผมไม่เห็นด้วยที่นักการเมืองต่างๆ จะมุ่งเน้นให้เกิดการเลือกข้างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน ต้องรักและสามัคคี ซึ่งตรงกับจุดยืนของคนภูมิใจไทย ยึดถือความเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ไม่ขัดแย้งกับใคร แต่เราเลือกอยู่ข้างประชาชน สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้านที่ต้องการผู้แทนราษฎรเข้ามาแก้ปัญหาและตอบโจทย์ชีวิต มากกว่าเข้ามาแก้ปัญหาการเมือง หรือแก้รัฐธรรมนูญ

“พรรคภูมิใจไทยจะนำคนรุ่นเก่าที่เก๋าประสบการณ์มาผสมผสานแนวคิดของคนรุ่นใหม่ แล้วหาจุดร่วมตรงกลางช่วยกันทำงานเพื่อประโยชน์แก่สวนรวมและประเทศชาติ ถือเป็นจุดเด่นและแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ”

เมื่อถามถึงการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ “แบงก์” กล่าวว่า รัฐบาลยุค คสช.ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง มีทั้งดีและยังไปไม่ถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะเมื่อดำเนินการไปเรื่อยๆ จะพบเจอปัญหาเดิมๆ คือการกระจายโอกาสที่ยังไม่ตรงจุด ทั้งเรื่องเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ชนชั้นกลางค่อนข้างมีปัญหามาก หนี้ครัวเรือนเติบโตอย่างเร็วมาก รวมทั้งนโยบายต่างๆ ยังเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ หวังผลเฉพาะหน้า มิใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

“ผมเชื่อว่าเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายรัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาแก้ไข และหวังว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในปี 62 จะเป็นทางออกของประเทศ เพราะทุกฝ่ายมีบทเรียนมาหมดแล้ว” คนรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย กล่าว