กำไรแบ่งปัน Profit Sharing ข้าว เกลี่ยต้นทุน/กำไร ใหม่ ชาวนา-โรงสี-ส่งออกและข้าวถุง 70:15:15

0
266

พรรคภูมิใจไทย จัดเสวนา หัวข้อ ” ข้าวระบบกำไรแบ่งปัน Profit Sharing” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายภราดร  ปริศนานันทกุล สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ดร.กิจษารธ อ้นเงินทยากร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร   นายทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.อ่างทอง และ นายวิจิตร เกษมสุข เกษตรกร จ.อ่างทอง  โดยมี “ทิดเป้” หรือ นายอภิวัฒ จ่าตา เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวเปิดการเสวนา ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หน.พรรคภูมิใจไทย มอบหมายให้ ดำเนินการจัดเวทีเสวนาแก้ปัญหาราคาข้าว จากก่อนหน้านี้ ที่เคยจัดแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ เป็นนโยบายของพรรค ตั้งแต่เรื่องพืชพลังงาน Sharing Economy เศรษฐกิจแบ่งปัน  กองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และ การประมง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาของเกษตรกรชาวนาไทย ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะชาวนาถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติ มีจำนวนมาก พื้นที่ของประเทศไทยมีการปลูกข้าวในหลายจังหวัด มีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องมากกว่า 4 ล้านครอบครัว  หรือ ประมาณ 12 ล้านคน คำพูดที่ได้ยินมาเสมอ คือ “ข้าวเปลือกถูก ข้าวสารแพง” เป็น ภาพสะท้อนที่พบเห็นมาโดยตลอด ขณะเดียวกันเกษตรกรชาวนายิ่งทำยิ่งขาดทุน ที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นว่า มี โรงสี หรือ ผู้ส่งออกขาดทุน  นอกจาก ชาวนา ที่มีแต่จนลง และ จนลง รัฐบาลที่ผ่านมามีความพยายามจะแก้ไขปัญหาราคาข้าว แต่ยิ่งทำก็ยิ่งมีปัญหา และ ด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่ง กำหนดไม่ให้ นำระบบ การประกันราคา และ จำนำข้าว มาใช้ได้อีก ดังนั้น จึงไม่สามารถ เสนอโครงการใดๆ ที่จะใช้งบประมาณของรัฐ มาใช้อุ้มเกษตรกรได้อีกแล้ว การนำเสนอระบบแบ่งปันกำไรอย่างเป็นธรรมหรือ Profit Sharing จึงถือเป็นทางออกดีที่สุดสำหรับชาวนาไทย

ดร.กิจษาธร อ้นเงินทยากร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร อธิบายภาพรวมการทำนาของประเทศไทยว่า แบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ การปลูกข้าวนาปี ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรภาคอีสาน และ การปลูกข้าวนาปรัง โดยเกษตรกรจากภาค เหนือ และ ภาคกลาง เป็นหลัก ผลผลิตในแต่ละปี จะถูกแบ่ง ออกเป็น สัดส่วนที่สำคัญคือ บริโภคในประเทศ ,ทำพันธ์,ส่งออก,สต๊อกข้าว และ การแปรรูป  โดย การส่งออก มีปริมาณมากที่สุด ร้อยละ 42 ของ ผลผลิตข้าวทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทย ส่งออกข้าวเป็นอันดับสองของโลก รองจาก อินเดีย โดยมี เวียดนาม อยู่ในอันดับที่สาม

นายภราดร  ปริศนานันทกุล สมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย คือ ระบบกำไรแบ่งปัน Profit Sharing ที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย มองเห็นตรงกันว่า คือทางออกเพื่อแก้ปัญหาทางภาคเกษตร ประเทศไทยมีชาวนากว่า 4 ล้านครัวเรือน หรือ ประมาณ 12 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มคนจำนวนมาก เป็นคนส่วนใหญ่ ระบบเศรษฐกิจของชาติจะขับเคลื่อนได้ต้องผ่านกลุ่มคนเหล่านี้ ปีไหนที่ข้าวมีราคาดี ภาพรวมเศรษฐกิจชุมชนจะขยายตัว มีการกระจายตัวของเม็ดเงิน แต่ถ้าข้าวมีราคาตกต่ำ เศรษฐกิจรากหญ้า จะซบเซา  ทั้งนี้หลายรัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด จึงมีหลายโครงการ ที่หลายรัฐบาล ดำเนินการมาไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว หรือ โครงการรับประกันราคาข้าว แต่ในปัจจุบัน การดำเนินการแก้ไขปัญหาเกษตรกรภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ต้องไปดูที่ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องสอดคล้องกับ ข้อตกลงว่าด้วยองค์การการค้าโลก หรือ WTO

นายภราดร กล่าวถึงระบบ Profit Sharing หรือ กำไรแบ่งปัน โดยเริ่มต้นด้วยการคลี่ห่วงโซ่อุปทานข้าวทั้งหมด ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.เกษตรกร หรือ ชาวนา 2.โรงสี  3 ผู้ส่งออก และ ผู้จำหน่ายข้าวถุง ภายในประเทศ โดยยกตัวอย่าง ต้นทุน การผลิตข้าวเปลือก  1 ตัน พบว่า ที่ผ่านมา เกษตรกร หรือ ชาวนา ซึ่งเป็นผู้ลงทุนมากที่สุด ทั้งต้นทุนการผลิต และ การลงแรงเพาะปลูกข้าว แต่ปรากฏว่า เกษตรกร หรือ ชาวนา กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่ม โรงสี และ กลุ่มผู้ส่งออก โดยเมื่อคิดต้นทุนต่อการผลิตข้าวเปลือก1 ตัน ชาวนาต้องใช้เงิน 6,403 บาท ค่าขนส่ง 176 บาท รวมเป็น 6,579 บาท โดยมีราคาที่หน้าโรงสี 7,834 บาท ดังนั้น ชาวนาจะมีกำไร 1,255 บาท ต่อ 1ตัน  ขณะที่ โรงสี มีต้นทุน 7,834 บาท แต่จะมีรายได้เพิ่มจาก ปลายข้าว ข้าวหัก และ แกลบ ที่เหลือจากกระบวนการสีข้าวเปลือก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลงจากการซื้อข้าวจากชาวนา สุดท้าย คือ ผู้ส่งออก ซึ่งปรากฏว่ามีผลกำไรมากที่สุด มีต้นทุน 6,864 บาท/ตัน ส่งออกราคา 9,085 บาท/ตัน กำไร 2,221 บาท

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดสรร ระบบตัวเลขใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรม โดยรูปแบบ ที่พรรคภูมิใจไทย กำหนดไว้ ผ่านระบบ Profit Sharing  คือ เกษตรกร หรือ ชาวนา ได้ 70 %โรงสี 15 % ผู้ส่งออก 15 % พร้อมจัดตั้งกองทุนข้าวเพื่อให้เป็นกองทุนกู้ยืมสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หากเดินตามรูปแบบนี้รัฐบาลก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหางบประมาณมาใช้ในการพยุงราคาข้าว หรือ แทรกแซงราคาข้าว ขณะเดียวกัน ต้องมีการประกันภัยพิบัติให้กับเกษตรกร โดยหาตัวแทนบริษัทประกันภัยให้เข้ามารับผิดชอบจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติได้

นายภราดร  กล่าวย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยพยายามหาทางในการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร โดยนำเสนอรูปแบบ ระบบกำไรแบ่งปัน Profit Sharing  เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าทั้งระบบ โดยให้เกษตรกรโรงสี และ ผู้ประกอบการค้าข้าว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการใช้รูปแบบนี้จะพบว่า จะมีการประมาณการในการหาต้นทุนที่ปัจจุบันพบว่าข้าว 1 ตัน มีต้นทุนที่ 6,403 บาท  ค่าขนส่ง 176 บาท ราคาขายปัจจุบันอยู่ที่ 7,853 บาทยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่อื่นๆอีกทั้ง รายได้ของชาวนาก็จะลดลงตามไปด้วย   หากมีการนำเอาระบบProfit Sharing หรือแบ่งสันปันส่วนกำไร มาดำเนินการหาราคาที่เหมาะสมที่จะให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด โดยเกษตรกรได้ 70% โรงสี 15% และผู้ส่งออก 15% พร้อมจัดตั้งกองทุนข้าวเพื่อให้เป็นกองทุนกู้ยืมสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หากเดินตามรูปแบบนี้รัฐบาลก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหางบประมาณมาในการพยุงราคาข้าวหรือแทรกแซงราคาข้าว นอกจากนี้เรายังมีการประกันภัยพิบัติให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยการหาตัวแทนบริษัทประกันภัยให้เข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ก็จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติได้มาก

นายวิจิตร เกษมสุข เกษตรกร จ.อ่างทอง กล่าวว่า ก็ดีใจที่ได้ยิน คุณศักดิ์สยาม มีนโยบายจะช่วยเหลือให้ชาวนาขายผลผลิต คือ ข้าวได้มีราคาสูงกว่าในอดีต เพราะที่ผ่านมา เห็นแต่กลุ่มโรงสี และ พ่อค้าส่งออก ทำแล้วรวยอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะที่ชาวนาจนลง และ จนลง แต่ก่อนเราทำนาบน ที่ดินของพ่อแม่ แต่ปัจจุบันวันนี้ เราต้องเช่านาของตัวเองทำกิน เพราะเอาที่นาไปจำนองนายทุน เมื่อไม่มีเงินใช้หนี้ ก็ถูกยึด สมัยก่อนเราไม่มี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  หรือ ธ.ก.ส.  ผมเคยคิดจะปฏิวัติระบบทั้งหมด โดยให้คนไทยที่ต้องกินข้าวกว่า60ล้านคน มาซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง แต่ก็ทำไม่ได้

“วันนี้ดีใจที่เห็นพรรคภูมิใจไทย คิดเรื่องนี้ ระบบกำไรแบ่งปัน หรือ Profit Sharing เพื่อช่วยเหลือชาวนา แต่ก่อน เราถูกโกงสารพัดวิธี ตั้งแต่ถูกโกงราคาซื้อปุ๋ย ในราคาแพง ขณะเดียวกันเอาข้าวเปลือกไปขายโรงสี ก็ถูกเอาเปรียบ เรื่องความชื้น ที่ยกขึ้นมาอ้าง โดยเอาไม้ที่ตรวจสอบไปจุ่มน้ำให้เปียกก่อนเสียบเข้าไปในกระสอบข้าวเปลือก ชาวนาต้องยอมทน เพราะไม่มีปาก ไม่มีเสียง และ ขาดความรู้ ถูกกดราคาข้าว ก็ต้องขายไปตามนั้น ผมผ่านมาหมด ทั้ง ระบบการประกัน และ จำนำข้าว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ อยากฝาก สส.พรรคภูมิใจไทย ตั้งโรงเรียนชาวนา ให้ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อให้สมกับคำที่ว่า “เกษตรกรแข็งขัน คือ กระดูกสันหลังของชาติ”

อีกเรื่องที่อยากจะเสนอ คือ การแปรรูป ผลผลิตจากข้าว โดยการทำ น้ำนมข้าวแห้ง ข้าวเม่า ข้าวกล้อง ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ผมเคยนำข้าว กข.47 มาสีเป็นข้าวกล้อง แล้ว ไปซื้อข้าวหอมมะลิถุงจากตลาด มาหุงเปรียบเทียบกัน พบว่า ข้าวกล้อง กข.47 มีคุณภาพดีกว่ามาก อย่างไรก็ตาม วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ พรรคภูมิใจไทย เชิญให้มาพูด เพราะชีวิตที่ผ่านมา”ทำนาตั้งแต่เด็กให้เจ๊กรวยมาเยอะแล้ว”

นายทรงพล พูนสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.อ่างทอง  ขอบคุณพรรคภูมิใจไทย ที่เชิญมาพูดเรื่องข้าวในวันนี้ ผมทำนามาตั้งแต่เด็ก จนที่ดินตกเป็นของนายทุน ดังนั้น พ.ร.บ.ข้าว ต้องเกิดขึ้น ระบบ กำไรแบ่งปัน และ กองทุนข้าว ต้องอยู่ใน พ.ร.บ.นี้ อันที่จริงในอดีต เราก็มี พ.ร.บ.ดังกล่าว สมัย นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีใครนำมาใช้  อยากให้ พ.ร.บ.ข้าว เกิดขึ้นให้ได้ สิ่งที่จะตามมา คือ ชาวนาจะมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง โดยการจัดตั้งธนาคารที่ดิน มีหน้าที่จัดที่ดินให้เกษตรกร ในรูปแบบเงินกู้แล้วให้ชาวนาหรือเกษตกรรายอื่นๆที่สนใจผ่อนชำระคืนเป็นรายเดือน

นอกจากนี้การจัดระบบชลประทานยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการทำการเกษตรในที่ลุ่มและที่ดอน ต้องมีความรู้ด้านชลประทาน เพื่อไม่ให้ ชาวไร่ ที่ปลูกพืชผัก สวนครัว กับ ชาวนา ที่ ปลูกข้าวนาปี กับ นาปรัง ต้องมีปัญหาแย่งชิง น้ำมาใช้หล่อเลี้ยงผลิตผลการเกษตรของตนเอง โดยมีการจัดสรร ระบบน้ำ และ ระบบปลูก ตามฤดูกาล ซึ่งมีรูปแบบเดียวกันกับ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ที่จะกำหนดชัดเจน หรือ จะไปทำความเข้าใจกับโรงสี ก่อนลงมือปลูกข้าว ว่าจะให้ชาวนา ปลูกข้าวชนิดไหน อย่างไร จะได้ไม่มีปัญหาขัดแย้งกัน

นายศักดิ์สยาม  สรุปตอนท้ายงานเสวนาว่า ทางพรรคได้หาแนวทางแก้ปัญหาราคาข้าวมานานแล้ว 4 ปีที่ผ่านมา เราช่วยกันคิดอยู่ตลอด จนตกผลึกที่เรื่องของแบ่งปันผลกำไร โดยดูจากอุตสาหกรรมอ้อย ที่จะกำหนดเวลาว่าแต่ละปีควรจะปลูกจำนวนเท่าไร เพื่อนำไปทำอะไร และแต่ละฝ่ายได้กำไรคืนมาเท่าไร ให้ทุกฝ่ายพอใจ ถ้าอ้อยทำได้ ข้าวก็สมควรต้องทำได้

กุญแจของความสำเร็จสำหรับเรื่องนี้คือกฎหมาย เราจำเป็นต้องนำกฎหมายไปบังคับใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกร วิธีการคือนำกำไรจากข้าวถุง และข้าวส่งออกมารวมกัน แล้วหากำไรรวมก่อนแบ่งไปยังภาคส่วนต่างๆ ตามแต่การลงทุนของแต่ละฝ่าย ให้เกิดผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ภายใต้การบริหารจัดการของกองทุน ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนของเกษตรกรชาวนา โรงสี และผู้ประกอบการ หากทำสำเร็จ ราคาทั่วไปจะขยับขึ้น 2 บาทต่อกิโลข้าวเปลือก ขณะที่ข้าวหอมมะลิจะขยับขึ้น 5-8 บาทต่อกิโลข้าวเปลือก หรือ เพิ่มกำไร ตัน ละ 3,000 – 8,000 บาท ให้ เกษตรกร ตาม ประเภท ของ ข้าว

ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องแบ่งปันผลกำไรข้าว ทางพรรคเชื่อว่าสามารถทำได้จริง ปัจจุบัน มีการร่างกฎหมายรอไว้แล้ว อยู่ระหว่างปรับปรุงให้ดีที่สุด และจะเผยแพร่ในเว็บไซต์ของพรรคภายใน 2 อาทิตย์ หลังจากนี้ ต้องการให้ประชาชนเข้ามาติชม และแสดงความคิดเห็นเพราะเราต้องการให้ทุกกฎหมายของพรรค มีส่วนร่วมโดยประชาชนทุกคน