‘ภูมิใจไทย’ปรับโฉม! มุ่งสู่พรรคดิจิทัลแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ

0
87

“เศรษฐพงค์” ปรับโฉมขับเคลื่อนพรรคสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ ชูนโยบาย มหาวิทยาลัยออนไลน์ “Thailand Sharing University”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าว ว่า หลังจากเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งโฆษก และได้รับมอบหมายให้ดูแลการพัฒนาปรับระบบโครงสร้างพื้นฐานของพรรคสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งทีมทำงาน Digital transformation โดยให้นำเอาเทคโนโลยีบล็อคเชน (Blockchain), Data analytics ไปจนถึงการใช้ social media ที่เหมาะสมกับนโยบายพรรคมาประยุกต์ใช้ โดยเทคโนโลยีการสื่อสารของพรรคสู่ประชาชนนั้น จะต้องมีเป้าหมายเพื่อการสื่อสารนโยบายของพรรคเป็นหลัก เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และจะต้องเป็นการสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสงบและสามัคคีเท่านั้น และจะไม่ใช้ในการตอบโตทางการเมืองโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ด้านนโยบายดิจิทัลให้เชื่อมโยงกับนโยบายอื่นๆของพรรค เพราะทุกอย่างต่อจากนี้ต้องผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเป็นไปในแบบออนไลน์ หรือ “Thailand Sharing University” ส่วนตัวเห็นด้วยและชอบนโยบายนี้ เนื่องจากโลกเปลี่ยนไปมากอยากให้คนได้เรียนหนังสือ และ Thailand Sharing University เป็นการศึกษาทางเลือก โดยไม่ทำลายระบบดั้งเดิมที่มีและเป็นการเปิดโอกาสให้คนทึ่ไม่มีโอกาส มีทางเลือกใหม่

“นักเรียนนักศึกษาไม่ต้องมาโรงเรียนทุกวัน มาครึ่งหนึ่งแล้วมาทำเวิร์กช็อปที่โรงเรียน และไปเรียนทฤษฎี เรียนกับอาจารย์บ้าง แต่สุดท้ายคนมันต้องอยู่กับชุมชน คือ ไม่ใช่เข้าเมืองมาหมดแล้วปล่อยให้คนแก่นอนหรือเลี้ยงหลานอยู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องจริงในต่างประเทศที่เขาทำกัน ซึ่งบ้านเราก็จะเป็นอย่างนั้นในเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ผมศึกษาตัวเลขเหล่านี้มาตลอด ในอดีต 7.5 คน เสียภาษีเพื่อดูแลคนแก่ 1 คน เมื่อประมาณ 10 ที่แล้ว แต่ปัจจุบันเหลือ 5 คน เสียภาษีเพื่อเอาเงินมาดูแลสวัสดิการคนแก่ 1 คน อีก 10 ปี เหลือคนเสียภาษี 2.5 คน มาดูแลคนแก่ 1 คน มันจะใหญ่มากปัญหานี้” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า การศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน เด็กๆ อยู่ในห้องอ่านหนังสือ เด็กสมัยใหม่เรียนผ่านออนไลน์ ยูทูบ หลักสูตร วิธีการเรียน การสอน การสอบ เช่น สิงคโปร์ มีการเปลี่ยนระบบเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากของไทยยังต้องท่อง แต่ “Thailand Sharing University” เป็นการเรียนฟรี เพราะสามารถเข้าถึงเนื้อหาดีๆ ขณะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมาเรียน ทำงานก็เรียนได้ โอนหน่วยกิตก็สามารถจบได้ ซึ่งในความเป็นจริงอยากให้คนเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย หรือจบปริญญาเอก แต่เด็กๆ ยังต้องเรียนที่โรงเรียน เพียงบางวิชาอาจขอเรียนทางออนไลน์ ถ้าเรียนประสบความสำเร็จก็นับให้ ไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียน ในอนาคตการเรียนไม่ใช่มานั่งขังในห้อง 7 ชั่วโมง เหมือนสมัยก่อน

อย่างไรก็ตามนโยบายนี้นอกจากจะเชื่อมในเรื่องการศึกษา ยังไปถึงอาชีพใหม่ๆ รวมไปถึงข้อมูลภาคประชาชนเกี่ยวกับระบบ อาทิ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คนติดหนี้ เรียนหนังสือเสียเงิน จะดูข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มนี้ว่ามีปัญหาตรงไหน จะยกหนี้ได้หรือไม่ ถ้าเรียนดีก็ยกให้เลย แต่ไม่ใช่ยกให้หมด ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาคิดเรื่องนี้เพื่อให้มีโอกาส

สำหรับโครงสร้างต่างๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตนั้น จากตัวเลขที่มีอยู่พบว่า ประชากร 98% เข้าถึงสมาร์ทโฟน และตอนนี้มีเงิน กสทช.ประมูลไป เข้ากระทรวงการคลัง แล้วเจียดออกมาในโครงการสู่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้าน โรงเรียน ถ้าตรงนี้ไปถึงทุกอย่างจะเปลี่ยน

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวอีกว่า คลื่น 5จี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดว่าจะมีการประมูลไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าตามที่วางโรดแมปไว้ ซึ่งประเด็นนี้ทุกประเทศต้องปรับตัว เพราะระบบนี้จะเชื่อมกับระบบเซ็นเซอร์ ระบบตรวจจับ ระบบควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ประชาชนมีอินเทอร์เน็ตเร็วๆ ใช้ มันสามารถควบคุมการผลิต เช่น หุ่นยนต์จากระยะไกลได้

“จากนี้วิศวกรไม่จำเป็นต้องไปนั่งในโรงงานเหมือนเมื่อก่อน อาจจะคุม 3 โรงงานคราวเดียว หรือแค่นั่งอยู่ที่บ้านควบคุมงานผ่านแท็บเล็ต แล้วโรงงานสามารถเชื่อมกับโรงงานต่างประเทศได้ โรงงานจะผลิตสินค้าอัตโนมัติ และคนไปทำงานกับหุ่นยนต์ คนไม่ได้หายไป ประเด็นไม่ใช่คนตกงาน แต่ถ้าเราไม่พัฒนาคนเพื่อไปทำงานกับหุ่นยนต์ ก็ทำงานไม่ได้ ถ้าวันนี้เตรียมพร้อม จึงได้กลับมาตอบโจทย์ที่ว่า Thailand Sharing University คือ สร้างทักษะ ความรู้ใหม่ๆ ให้คนเตรียมต่อไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เพราะระบบพวกนี้เราปฏิเสธไม่ได้” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้วิชาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งสื่อ เมื่อระบบ 5จี มา โรงงานจะค่อยอัพเกรด โรงงานยังต้องการคน แต่ต้องเป็นคนที่มีทักษะสอดคล้องกับงานรูปแบบใหม่ รองลงมา เป็นพลังงาน และการทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนเรื่องการแพทย์อาจมีผลนานนิดหนึ่งหลังจาก 5จี เกิด หมออาจต้องเปลี่ยนวิธีการรักษา ปรึกษาหมอทางไกล วัดการเต้นหัวใจผ่าน 5จี ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลเหมือนเมื่อก่อน

ณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกยังได้รับผลจากเรื่องนี้ไปอัตโนมัติ โลกจะเปลี่ยนไปคล้ายช็อปปิ้งออนไลน์ ห้างสรรพสินค้ายังคงอยู่ เพียงแต่รูปแบบการให้บริการเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นคอมมูนิตี้ โชว์รูม สมมติจะซื้อของให้ทดลองตัวอย่าง จากนั้นสแกนแล้วส่งไปบ้าน เก็บเงินผ่านระบบ ไม่ต้องชำระเงินสด ซึ่งจากนี้จะไปสู่จุดนั้น แต่ไม่ใช่จะหายไปเลย คนอาจต้องไปทำอย่างอื่น ดังนั้น คนจำเป็นต้องอบรมอะไรใหม่ๆ มากขึ้นในคอร์สสั้นๆ เพื่อปรับตัว

Cr : เวปไซด์แนวหน้า